ที่ราชพัสดุไม่ใช่แค่ที่ดิน กรมธนารักษ์ เร่งต่อยอดสร้างมูลค่า
กรมธนารักษ์ เร่งใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ ดึงรายได้รัฐ-ต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น ตั้งเป้ารายได้ปี 69 แตะ 1.4 หมื่นล้าน
นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อติดตามการดำเนินโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” ในพื้นที่ราชพัสดุ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว พร้อมตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการอาคารราชพัสดุที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งโครงการโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือ (ฮาลาล) อ.ท่าแซะ และโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุเป็นห้างสรรพสินค้าและโรงภาพยนตร์ในตัวเมืองชุมพร เพื่อผลักดันการใช้ทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 เรื่อง คือ ต้องการให้สื่อมวลชนเห็นภาพการดำเนินงานของโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ ว่า ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไร และการบริหารจัดการอาคารราชพัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าให้ประเทศ
สำหรับโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ในพื้นที่ราชพัสดุแปลงทะเบียน ชพ.521 หมู่ 1 ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร เดิมเป็นพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการใช้เป็นโรงเรียนบ้านปากคลอง ก่อนยุบเลิกการเรียนการสอน
ต่อมาในปี 2532 หลังเกิดพายุไต้ฝุ่นเกย์ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวนประมาณ 200 ครัวเรือน ไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ทางราชการจึงนำผู้ประสบภัยเข้ามาอยู่อาศัยและประกอบอาชีพในพื้นที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติได้ส่งคืนพื้นที่ให้รัฐนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชน
อย่างไรก็ตาม แม้ประชาชนจะเข้าครอบครองพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2532 แต่ยังไม่ได้ทำสัญญาเช่าอย่างถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการของรัฐได้ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ชุมพรจึงดำเนินการจัดทำสัญญาเช่าภายใต้โครงการรัฐเอื้อราษฎร์ ตั้งแต่ปี 2548 เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิการเช่าถูกต้องตามกฎหมาย
ปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิการเช่ารวม 116 ราย แบ่งเป็นสัญญาเช่าเพื่ออยู่อาศัย 108 ราย และสัญญาเช่าเพื่อการเกษตร 8 ราย ขณะที่พื้นที่ส่วนหนึ่งใช้เป็นศาลาประชาคม ถนนสาธารณะ และสระน้ำ โดยกรมธนารักษ์เตรียมต่อยอดสู่โครงการ ธนารักษ์ยั่งยืนในปีงบประมาณ 2570
นายอัครุตม์ กล่าวว่า ก่อนดำเนินโครงการ ประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่ในที่ราชพัสดุโดยไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่มีบ้านเลขที่ ไม่สามารถขอติดตั้งไฟฟ้าหรือน้ำประปาได้ แต่เมื่อเข้าสู่โครงการแล้ว ผู้เช่าจะมีเอกสารสิทธิ สามารถใช้เป็นหลักฐานขอรับบริการสาธารณูปโภค และใช้ยืนยันสิทธิในด้านต่างๆ ได้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินมาตั้งแต่ปี 2561 และตั้งเป้าปิดโครงการทั่วประเทศภายในปี 2573 จากนั้นจะต่อยอดสู่ “ธนารักษ์ยั่งยืน” โดยมุ่งสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และป้องกันการซื้อขายหรือเปลี่ยนมือสิทธิการเช่า เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามอาคารราชพัสดุที่ตั้งอยู่บนที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ใน อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งเดิมเป็นโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือของกรมปศุสัตว์ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 178.83 ล้านบาท แต่ไม่ได้ใช้งาน ก่อนส่งคืนให้กรมธนารักษ์ในปี 2559 เพื่อนำกลับมาบริหารจัดการ
ต่อมาปี 2561 กรมธนารักษ์เปิดประมูลสิทธิการเช่า และบริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแทนท์ จำกัด ได้รับสิทธิประกอบกิจการโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือ (ฮาลาล) โดยทำสัญญาเช่าอายุ 30 ปี พร้อมชำระค่าธรรมเนียมและดำเนินการตามเงื่อนไขครบถ้วน รวมถึงได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ล่าสุด บริษัทได้ขอติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เฉลี่ยเดือนละ 500,000-600,000 บาท ซึ่งสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ชุมพรได้อนุญาตให้ดำเนินการ โดยกำหนดให้ใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าภายในกิจการเท่านั้น และห้ามนำไปใช้เชิงพาณิชย์
อีกจุดหนึ่งคือโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงทะเบียน ชพ.94 ในตัวเมืองชุมพร ซึ่งบริษัท ชุมพรโอเชี่ยนกรุ๊ป จำกัด ได้รับสิทธิพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่ปี 2559 เดิมเป็นโครงการก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง ก่อนปรับรูปแบบเป็นห้างสรรพสินค้าและโรงภาพยนตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง
ปัจจุบันอาคารดังกล่าวเปิดใช้งานภายใต้สัญญาเช่า 20 ปี และบริษัทได้ติดตั้งระบบ Solar Cell เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าจากเดิมประมาณ 700,000-800,000 บาทต่อเดือน เหลือประมาณ 500,000-574,000 บาทต่อเดือน หรือลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 2.4 ล้านบาทต่อปี พร้อมช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนนโยบายประหยัดพลังงานของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรมธนารักษ์ดูแลที่ราชพัสดุทั่วประเทศประมาณ 12.5 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ที่สามารถนำมาจัดหาประโยชน์ได้จริงราว 1.1 ล้านไร่ ทั้งในรูปแบบเพื่อการเกษตร ที่อยู่อาศัย และเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้ให้รัฐเฉลี่ยปีละกว่า 10,000 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากการให้เช่าพื้นที่ท่าอากาศยานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงรายได้จากการใช้พื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ
สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมธนารักษ์ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 11,900 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บได้ถึง 14,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีงบประมาณ
ทั้งนี้ แม้กรมธนารักษ์จะมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพย์สินของรัฐ แต่ยังคงคำนึงถึงมิติด้านสังคม โดยอัตราค่าเช่าพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยยังอยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้เช่าในพื้นที่ประสบภัยพิบัติด้วยการยกเว้นค่าเช่าตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ กรมธนารักษ์เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชัน Coin Market ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569นี้ เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มประมูลเหรียญกษาปณ์ โดยจะเริ่มนำเหรียญ 10 บาท รุ่นปี พ.ศ. 2533 ออกมาเปิดประมูลจำนวน 1 เหรียญ โดยเหรียญรุ่นดังกล่าวเดิมผลิตขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการประชุมกรรมการโรงกษาปณ์ ครั้งที่ 16 ที่ประเทศอังกฤษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เหรียญ และได้แจกจ่ายแก่ผู้ร่วมงานไป 40 เหรียญ
ส่วนที่เหลืออีก 60 เหรียญยังคงอยู่ที่กรมธนารักษ์ ทำให้เหรียญรุ่นนี้ถือเป็นเหรียญที่หาได้ยากและมีความต้องการสูงในตลาดนักสะสมโดยมีการซื้อขายกันในราคานับล้านบาท ทั้งนี้ กรมธนารักษ์กำหนดราคาเริ่มต้นการประมูลไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาท
โดยในระยะต่อไป กรมธนารักษ์จะพิจารณานำเหรียญรุ่นอื่นที่เป็นที่ต้องการของตลาดออกประมูลเพิ่มเติม พร้อมเตรียมพัฒนาระบบรับประเมินและรับรองสภาพเหรียญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักสะสมในอนาคต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB